มีช่วงนึงผมก็คิดนะว่า Kindle มันจะต่างอะไรกับการอ่านในมือถือ หรือสุดท้ายมันก็แค่ gadget อีกชิ้นที่เห่ออยู่พักนึงแล้วก็วาง แต่พอได้ใช้จริงๆกลับรู้สึกว่า มันไม่เหมือนซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เท่าไหร่ มันเหมือนซื้อสภาพแวดล้อมใหม่ให้การอ่านมากกว่า
คือถ้าเป็นคนไม่ได้อ่านหนังสืออยู่แล้ว Kindle อาจไม่ได้เปลี่ยนชีวิตอะไรขนาดนั้น แต่ถ้าเป็นคนที่ชอบอ่านอยู่แล้ว มันโคตรคุ้มแบบแปลกๆ เพราะมันทำให้การอ่านง่ายขึ้นทุกจังหวะของชีวิตจริงๆ
เมื่อก่อนเวลาอยากอ่านหนังสือ เราต้องพกเล่ม ต้องเลือกว่าจะเอาเล่มไหนออกจากบ้าน บางทีเล่มหนา ก็ขี้เกียจพก พอไม่ได้พกก็ไม่ได้อ่าน แต่พอมี Kindle มันเหมือนมีห้องสมุดทั้งก้อนอยู่ในกระเป๋า แล้วเครื่องมันเบามาก เบาจนบางทีลืมไปเลยว่าพกอยู่
กลายเป็นว่าช่วงเวลาสั้นๆที่เมื่อก่อนเสียไปเฉยๆ มันเริ่มกลายเป็นเวลาอ่านหนังสือหมดเลย รอคิวกินข้าว อ่านสองหน้า ขึ้นรถ อ่านอีกนิด ก่อนนอนเปิดอ่านต่ออีกหน่อย แล้วพอมันอ่านต่อเนื่องง่าย มันก็อ่านจบเยอะขึ้นแบบไม่รู้ตัว
สิ่งที่ผมชอบมากคือความเงียบของมัน มือถือทุกวันนี้เหมือนเครื่องแย่งสมาธิ ต่อให้เปิดแอพอ่านหนังสือ เราก็ยังโดน notification ดึงไปเรื่อยๆ เดี๋ยว Line เดี๋ยว YouTube เดี๋ยว Twitter แต่ Kindle คือเปิดมาแล้วมีแค่หนังสือจริงๆ มันไม่มีอะไรให้ทำอย่างอื่นเลย สุดท้ายสมองมันนิ่งขึ้นแบบประหลาด
แล้วพออ่านง่ายขึ้น มันก็เริ่มอ่านเยอะขึ้นเอง
อีกเรื่องที่คนยังไม่ใช้ Kindle อาจไม่ค่อยรู้คือ ebook มันลดราคาบ่อยมาก แบบบ่อยจนรู้สึกว่าการซื้อหนังสือกลายเป็นเรื่องสบายๆไปเลย หลายเล่มเหลือแค่หนึ่งสองดอลลาร์ บางทีถูกกว่ากาแฟแก้วนึงอีก เมื่อก่อนจะซื้อหนังสือทีนึงต้องคิดแล้วคิดอีก แต่พอเป็น ebook ที่ลดเหลือหกสิบเจ็ดสิบบาท มันจะมีความรู้สึกประมาณ เออ น่าสนใจ ซื้อเก็บไว้ก่อนก็ได้
แล้วเรื่องแปลกคือ พอมีหนังสืออยู่ในเครื่องเยอะขึ้น เราจะอ่านมากขึ้นจริงๆ เพราะทุกครั้งที่เปิดเครื่อง มันเหมือนมีโลกอีกโลกนึงรออยู่ตรงนั้น
สุดท้ายเครื่องมันเลยคืนทุนเองแบบเงียบๆ
คนชอบอ่านหนังสือส่วนใหญ่เสียเงินกับหนังสืออยู่แล้วอยู่ดี ไม่ว่าจะซื้อเล่มจริงหรือ ebook แต่ Kindle ทำให้เงินที่จ่ายไปถูกใช้งานจริงมากขึ้น หนังสือที่ซื้อไว้ไม่ได้กองดองบนชั้นเท่าเดิม เพราะหยิบขึ้นมาอ่านง่ายมาก
แล้วที่ตลกคือ หลายคนพอใช้ไปสักพักกลับซื้อหนังสือกระดาษน้อยลงแต่รักมากขึ้น คือจะไม่ได้ซื้อทุกเล่มเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่จะซื้อเฉพาะเล่มที่อยากเก็บจริงๆ ส่วนเล่มทั่วไปอ่านบน Kindle สบายกว่าเยอะ บ้านก็ไม่รกด้วย
แล้วจริงๆเดี๋ยวนี้มันไม่ได้มีแค่ Kindle ด้วย ถ้าเป็นสายอ่านภาษาไทย อ่านจาก MEB หรืออยากได้ความยืดหยุ่นมากขึ้น ก็มีเครื่องฝั่ง Android อย่าง BOOX ด้วย ซึ่งหลายคนในไทยชอบมาก เพราะลงแอพได้แทบทุกอย่าง ทั้ง MEB, Kindle, Hytexts, ReadAWrite หรือแม้แต่เปิด PDF จดโน้ตก็ยังได้ มันเหมือนเอาข้อดีของจอ E-Ink มารวมกับความอิสระของ Android
บางคนสุดท้ายเลยไม่ได้มองว่า Kindle หรือ BOOX อันไหนดีกว่า แต่เลือกตามนิสัยการอ่านของตัวเองมากกว่า ถ้าอ่านอังกฤษ ซื้อจาก Amazon เป็นหลัก Kindle ก็เรียบง่ายดีมาก แต่ถ้าอ่านไทยเยอะ ใช้ MEB เยอะ หรืออยากรวมทุกแอพไว้เครื่องเดียว ฝั่ง Android ก็สะดวกจริง
แต่ว่าไม่ว่าจะจบที่เครื่องไหน ผมรู้สึกว่าสิ่งสำคัญจริงๆมันคล้ายกันหมด คือมันทำให้การอ่านกลับมาอยู่ใกล้ชีวิตเราอีกครั้ง
บางทีความต่างไม่ได้อยู่ที่จอ E-Ink หรือแบตอึดอะไรพวกนั้น แต่อยู่ที่ว่า มันทำให้เรากลับไปมีความสัมพันธ์กับการอ่านแบบสม่ำเสมออีกครั้ง
แล้วถ้าเป็นคนที่อ่านอยู่แล้ว ผมยังรู้สึกจริงๆว่า ซื้อยังไงก็คุ้ม เพราะต่อให้คิดแค่เรื่องเงิน หนังสือที่ลดราคาแรงๆไม่กี่สิบเล่ม เครื่องก็คืนทุนแล้ว แต่สิ่งที่ได้กลับมาจริงๆคือ เราอ่านมากขึ้น ได้อยู่กับความคิดดีๆมากขึ้น และมีช่วงเวลาที่สมองเงียบลงในแต่ละวันมากขึ้น
อันนี้แหละที่ผมรู้สึกว่าเครื่องอ่าน E-Ink มันเก่งที่สุด ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องที่มันทำให้การอ่านกลับมาอยู่ใกล้ชีวิตเราอีกครั้งแบบธรรมชาติๆเลย